โครงข่ายของเรา

โครงข่าย EAC-C2C ของแพคเน็ท เป็นระบบเคเบิ้ลใต้น้ำเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค มีความยาวถึง 36,800 กม. เชื่อมต่อระหว่างประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ จีน สุดยอดโครงข่ายนี้ได้รับการออกแบบให้มีขีดความสามารถสูงถึง17.92 เทอราบิต ไปยัง 30.72 เทอราบิตต่อวินาที (Tbps) ในการเชื่อมโยงไปอีกหลายประเทศและยังคงถูกพัฒนาขีดความจุสูงสุดอย่างต่อเนื่อง

EAC และ C2C ถูกผสานโครงข่ายให้เป็นระบบเดียวกันด้วย dual landings และ PoPs (Points-of-Presence) ในตลาดหลัก ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแพคเน็ท สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นสำหรับการสื่อสารชั้นนำแห่งอนาคต

Pacnet EAC C2C Network

EAC-C2 เป็นระบบเคเบิ้ลใต้นำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่มีความยืดหยุ่น มีเสถียรภาพสูง รวมทั้งยังมีเส้นทางที่หลากหลายมากที่สุด

EAC-C2C มีสายเคเบิลอยู่ในเมืองเหล่านี้

  • เซี่ยงไฮ้ จีน
  • ชิงเต่า จีน
  • ชุง ฮอม ก๊ก ฮ่องกง
  • เซียง กวาน โอ ฮ่องกง
  • อะจิกาอุระ ญี่ปุ่น
  • ชิมะ ญี่ปุ่น
  • ชิกุระ ญี่ปุ่น
  • คาเปปิซา ฟิลิปปินส์
  • บาทังกาส ฟิลิปปินส์
  • แตอัน เกาหลีใต้
  • ปูซาน เกาหลีใต้
  • ชางงี สิงคโปร์
  • ฟางชาน ไต้หวัน
  • ปาลี ไต้หวัน
  • ตันชุย ไต้หวัน

จุดศูนย์กลางของเครือข่ายแห่งอนาคต

แพคเน็ทได้ทำการ อัพเกรด Core Network ของระบบเคเบิ้ล EAC-C2C ด้วยเทคโนโลยี GMPLS (Generalized Multi-Protocol Label Switching) ซึ่งจะทำให้มีคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น meshed protection on the optical layer (การวางระบบป้องกันชั้นใยแก้วที่เชื่อมต่อถึงกันทุกระบบ) auto-provisioning ) การให้บริการโดยอัตโนมัติ) และ การเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อสัญญาณเพื่อรองรับการใช้งานที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อและมีการส่งข้อมูลอย่างต่อเนื่องเช่น วิดีโอ หรือ IPTV

การเป็นเจ้าของและการควบคุม

โครงข่าย EAC-C2C ซึ่งแพคเน็ทเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวนั้นต่างจากระบบโครงข่ายเคเบิ้ลอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของร่วมซึ่งมักเกิดความขัดแย้งกันในด้านผลประโยชน์เสมอ การเป็นเจ้าของโครงข่ายแต่เพียงผู้เดียวทำให้เราสามารถควบคุมระบบได้โดยอิสระ ส่งผลให้เราสามารถพัฒนาคุณภาพของการให้บริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าได้ ซึ่งเรารับประกันด้วย Service Level Agreements (SLA) ในการตอบสนองความพอใจของลูกค้า
สำหรับลูกค้าของเราแล้ว เปรียบได้กับการซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิต ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในการจัดซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายคนกลาง นอกจากนี้ เรายังสามารถให้บริการต่างๆ ได้ฉับไวกว่า เพราะสามารถระบุและแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

EAC Pacific

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2008 แพคเน็ทได้ประกาศการลงทุนครั้งล่าสุดในการสร้างโครงข่ายเคเบิ้ล EAC Pacific ซึ่งเป็นโครงข่ายข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

EAC Pacific เป็นส่วนหนึ่งของระบบเคเบิ้ล Unity ซึ่งมีมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกำลังถูกสร้างโดยบริษัทชั้นนำระดับโลก 5 รายคือ บาร์ติ แอร์เทล, โกลบอล ทรานสิท, กูเกิ้ล, เคดีดีไอ คอร์ปอเรชั่น และสิงเทล

ระบบโครงข่ายข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกระบบใหม่นี้มีความยาวถึง 10,000 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างเมืองชิคุระ ซึ่งอยู่ชายฝั่งประเทศญี่ปุ่นใกล้ๆ โตเกียว ไปถึง ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนียร์ และที่ POP จุดอื่นๆ ของฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา

ระบบโครงข่ายเคเบิ้ลยูนิตี้นี้ มีคู่สายเคเบิ้ลทั้งหมด 5 คู่ แต่ละคู่สามารถรองรับข้อมูลได้ถึง 960 Gbps ด้วยระบบนี้สามารถขยายจำนวนคู่สายได้ถึง 8 คู่สาย และมีความจุถึง 7.68 Tbps ด้วยประสิทธิภาพสูงของเคเบิ้ลนี้ ระบบยูนิตี้จึงสามารถให้บริการด้วยความจุที่มากขึ้นในต้นทุนที่ถูกลง

แพคเน็ทเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในระบบยูนิตี้ และเป็นเจ้าของคู่สายเคเบิ้ล 2 คู่สายจากทั้งหมด 5 คู่สายบนระบบเคเบิ้ลนี้

คู่สายทั้งสองเส้นดังกล่าวได้แก่ EAC Pacific ซึ่งมีความจุถึง 1.92 Tbps ให้บริการเชื่อมต่อทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เมืองชิคุระ EAC Pacific จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบเคเบิ้ล EAC-C2C ของแพคเน็ท ซึ่งให้บริการทั่วเอเชีย ทำให้การรับส่งข้อมูลเข้า-ออกจากเอเชียมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังช่วงเพิ่มความเสถียร และความยืดหยุ่นให้กับโครงข่ายเคเบิ้ลของแพคเน็ทในการมอบปริมาณแบนด์วิดธ์และเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้น

ระบบเคเบิ้ลยูนิตี้ถูกจัดสร้างและวางระบบโดยบริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ไทโค เทเลคอมมูนิเคชั่น การก่อสร้างได้เริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 และสร้างแล้วเสร็จพร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553

โครงข่ายของเรา

หัวใจของแพคเน็ทคือระบบ EAC-C2C ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำซึ่งถูกเพิ่งพัฒนาขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ มีความยาวถึง 36 ,800 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่าง ฮ่องกง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ EAC-C2C ถูกออกแบบให้มีความจุสูงถึง 10.24 Tbps และใช้ไปแล้ว 240 Gbps