ประวัติความเป็นมา

แพคเน็ท เป็นการรวมกิจการระหว่างเอเชียเน็ตคอม และแปซิฟิค อินเทอร์เน็ต โดยเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม 2008 โดยทั้งสองบริษัทฯ ต่างก็มีประสบการณ์ในฐานะผู้นำทางด้านการให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำของเอเชียมายาวนาน

Pacnet Historyโดยเอเชีย เน็ตคอม เกิดจากการทุ่มงบประมาณของ เอเชีย โกลบอล ครอสซิ่ง (Asia Global Crossing) มูลค่าสองพันล้านเหรียญสหรัฐในการสร้างโครงข่ายแห่งอนาคต ซึ่งรู้จักกันในชื่อ EAC เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเอเชีย ต่อมาในปี 2003 เอเชีย เน็ตคอมได้ถูกซื้อกิจการโดยกลุ่มบริษัท ไชน่า เน็ตคอม (China Netcom) หลังจากนั้น ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความสามารถที่เหนือคู่แข่งในการให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรแก่องค์กรข้ามชาติและผู้ให้บริการเครือข่ายต่างประเทศ ทำให้บริษัท คอนเน็ค โฮลดิ้งส์ (Connect Holdings) สนใจซื้อกิจการของเอเชีย เน็ตคอมในปี 2006 เพื่อนำมาควบรวมกิจการกับ C2C ซึ่งเป็นระบบโครงข่ายของคอนเน็ค โฮลดิ้งส์ ในปี 2007 ด้วยกลยุทธนี้ บริษัทจึงกลายเป็นเจ้าของโครงข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำ EAC-C2C ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้

ในขณะที่ แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต คือผู้ให้บริการการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ขึ้นกับ Telco รายใดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเน้นการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบครบวงจรทั้ง data, voice และ video สำหรับองค์กรธุรกิจและผู้ใช้รายบุคคล แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1989 ในฐานะ TechNet ซึ่งเป็นเครือข่ายวิจัยและพัฒนาของ National University of Singapore ต่อมาในปี 1999 แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต ได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และขยายกิจการเข้าไปยังประเทศออสเตรเลีย ประเทศไทย และมาเลเซีย ในปี 2007 คอนเน็ค โฮลดิ้งส์ (Connect Holdings) จึงได้เข้ามาซื้อกิจการเพื่อไปควบรวมกับเอเชีย เน็ตคอม

ประวัติของเอเชีย เน็ตคอม

เอเชีย เน็ตคอม (ANC) ถือกำเนิดจาก เอเชีย โกลบอล ครอสซิ่ง (AGC) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างโกลบอล ครอสซิ่ง ไมโครซอฟต์ และซอฟต์แบงค์ โดยทั้งสามบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ร่วมมือกันในปี 1999 เพื่อลงทุนก่อสร้างโครงข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำแห่งอนาคต EAC เพื่อเชื่อมเมืองสำคัญๆ ต่างในเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ต่อมา ACG ได้ถูกนำเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในปี 2000 ด้วยกลุ่มผู้ลงทุนรายเดิม ซึ่งช่วงนั้นยังคงเป็นช่วงการเติบโตของเทคโนโลยีในส่วนปลายปี 90 จากนั้น ACG ได้ย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ไปยังตลาดหุ้นนิวยอร์ก NYSE ในปี 2001 ต่อมาในยุคดอทคอมเสื่อม เอเชีย โกลบอล ครอสซิ่ง ก็ได้สมัครเข้าสู่โครงการป้องกันการล้มละลาย และประกาศรับเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการต่อ จากนั้นในปี 2002 ACG ก็ได้นำบริษัทออกจากตลาดหุ้นนิวยอร์ค

ทรัพย์สินและความสามารถของ ACG ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ นำโดย ไชน่า เน็ตคอม (CNC) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายประจำขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของจีน รวมทั้ง นิวบริดจ์ แคปิตอล และซอฟต์แบงค์ เอเชีย อินฟราสตรักเจอร์ ฟันด์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ANC และซื้อทรัพย์สินมูลค่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐมาด้วย

และในปี 2002 เช่นเดียวกัน ที่ ANC ปรับกลยุทธ์ในการขายด้วยการวางตำแหน่งตนเองเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย (Carrier) ที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์การวางโครงข่าย ทำให ANCE สามารถให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากเมืองสุ่เมือง บริการดาต้าคอมมูนิเคชั่น และบริการโซลูชั่นการสื่อสารบน IP ให้กับกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และกลุ่มลูกค้า carrier ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ช่วงปลายปี 2003 ไชน่าเน็ตคอมได้เข้ามามีอำนาจควบคุม ANC อย่างเต็มตัว ทำให้เป็นบริษัทในเครืออย่างเต็มตัว ANCE กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ไชน่าเน็ตคอม ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เมือปี 2004 ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 1.14 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2006 ไชน่าเน็ตคอมได้ขาย ANC ให้กับบริษัท คอนเน็ค โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบด้วย กลุ่มผู้ลงทุนชั้นนำได้แก่ แอชมอร์ อินเวสต์เมนท์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด สปินเนเคอร์ แคปิตอล จำกัด และเคลียร์วอเตอร์ แคปิตอล พาร์ทเนอร์ส ในราคา 402 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2007 เป็นปีที่การควบรวมการดำเนินงานของ โครงข่าย EAC ซึ่งมี ANC เป็นเจ้าของ เข้ากับโครงข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำ C2C ซึ่งมีกลุ่มผู้ลงทุนอีกคณะหนึ่งเป็นเจ้าของ เพื่อสร้างโครงข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำขนาดใหญ่ 20.48 เทอราบิตต่อวินาที (Tbps) มีความยาวถึง 36,800 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำที่กว้างขวางที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

ประวัติความเป็นมาของ แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต

แปซิฟิค อินเทอร์เน็ตเคยเป็นผู้ให้บริการการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ไม่อยู่ใต้ tel-co รายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย แปซิฟิก

แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1989 ในชื่อ เทคเน็ต ในฐานะหน่วยงานเพื่อการศึกษาวิจัย และพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore)

ต่อมาในปี 1995 เซมบาวัง กรุ๊ปซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในสิงคโปร์ ได้วางแผนที่จะเปิดตัวการให้บริการอินเทอร์เน็ตในสิงคโปร์และภูมิภาคนี้ หลังจากไม่เห็นความคืบหน้าของนำธุรกิจจากสหรัฐอเมริกามาสู่เอเชีย จึงได้ก่อตั้งบริษัท เซมบ์มีเดีย ขึ้นมา และเข้าไปซื้อกิจการเทคเน็ตเพื่อมาให้บริการอินเทอร์เน็ตในรูปแบบการค้าในเดือนกันยายน 1995 ด้วยการเปิดตัวบริษัท แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในสิงคโปร์

ปีถัดมา แปซิฟิค อินเทอร์เน็ตกรุ๊ป ก็ได้ขยายกิจการไปยังฮ่องกงด้วยการเข้าซื้อกิจการที่มีอยู่ ต่อมาในปี 1997 ก็ได้เปิดกิจการผ่านพันธมิตรท้องถิ่นในฟิลิปปินส์ และในปีถัดมาก็ได้ตัดสินใจซื้อหุ้นกึ่งหนึ่งจากพันธมิตรดังกล่าว

แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต เริ่มเปิด IPO ในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1999 ที่ราคา 17 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น และกลายเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์รายหลายที่เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรพัย์ NASDAQ

จากนั้นแปซิฟิค อินเทอร์เน็ตก็ได้ขยายลงใต้ไปเปิดกิจการในประเทศออสเตรเลีย ด้วยการเข้าซื้อกิจการของ ISP สัญชาติออสเตรเลียสองรายในปี 1999 ทำให้แปซิฟิค อินเทอร์เน็ตกลายเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ที่สุดลำดับ 6 ในออสเตรเลีย

แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต อินเดีย เป็นหนึ่งในแผนกร่วมทุนของแปซิฟิค อินเทอร์เน็ต ซึ่งเริ่มเปิดดำเนิการในปี 1999 และขยายกิจการไปในเมืองใหญ่ในอินเดีย

ปี 2000 เป็นปีที่ก่อตั้งแปซิฟิค อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย ด้วยการเข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

ในปี 2002 แปซิฟิค อินเทอร์เน็ตก็เริ่มเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศมาเลเซีย ทำให้บริษัทมีสาขาทั้งหมดใน 7 ประเทศ และมี POP มากกว่า 30 แห่งในตลาดทั้ง 7 ประเทศ